เมื่อ “คูหา” คือ “เชลฟ์สินค้า” เจาะกลยุทธ์ 4 แบรนด์ใหญ่ในศึกเลือกตั้ง

ในโลกของการตลาด การเลือกซื้อสินค้าหนึ่งชิ้นไม่ได้เกิดจากแค่ราคาที่ถูกที่สุด แต่เกิดจาก “ความเชื่อมั่น” ว่าสินค้านั้นจะแก้ปัญหาชีวิตเราได้จริงหรือไม่ การเลือกตั้งครั้งนี้ก็เช่นกัน พรรคการเมืองไม่ได้แข่งกันที่ “นโยบาย” เท่านั้น แต่กำลังแข่งกันว่า “ใครคือแบรนด์ที่ตอบโจทย์ Lifestyle และ Pain Point ของผู้คนได้ตรงจุดที่สุด”

นี่คือบทวิเคราะห์กลยุทธ์ของ 4 ผู้เล่นหลัก ผ่านเลนส์ของ Marketing Specialist

  1. Pheu Thai: The Practical Masterbrand (เน้น Solution ที่จับต้องได้)

เพื่อไทยกำลังสวมบทบาทเป็น “บรรษัทข้ามชาติรุ่นเก๋า” ที่พยายามบอกว่า “เราคือมืออาชีพ” กลยุทธ์ที่ใช้คือการเปลี่ยนจากแบรนด์ที่เน้นการสงเคราะห์ (Populisim) มาเป็น Solution Provider ที่เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างผลกำไรให้กับชีวิตประชาชน (Operational Excellence)

Target กลุ่มคนวัยทำงานและผู้ประกอบการที่ “เบื่อความล้มเหลว” และต้องการ “ผลลัพธ์” (Result-oriented)

  1. People’s Party: The Disruptive Challenger (ขายความเชื่อและอุดมการณ์)

แบรนด์นี้ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย “Purpose” กลยุทธ์คือ Values-based Marketing ซึ่งรุนแรงและยั่งยืนกว่าการขายด้วยตัวเงิน พวกเขาไม่ได้บอกว่าจะซ่อมบ้านให้คุณ แต่บอกว่าจะ “รื้อโครงสร้างบ้านแล้วสร้างใหม่ให้เท่าเทียม”

Target คนรุ่นใหม่และคนเมืองที่มองว่า “ระบบเดิมคือปัญหา” และต้องการเปลี่ยนกติกาใหม่ (Change the Rules)

  1. Bhumjaithai: The Reliable Local Hero (เน้น Hyper-local และ Loyalty)

ภูมิใจไทยคือแบรนด์ที่ทำ Customer Relationship Management (CRM) ได้ดีเยี่ยม พวกเขาไม่เน้นพูดเรื่องอุดมการณ์ที่จับต้องยาก แต่เน้นนโยบายแบบ “Last Mile Delivery” คือส่งผลประโยชน์ให้ถึงหน้าบ้านทันที กลยุทธ์ “พูดแล้วทำ Plus” คือการทำ Brand Extension จากฐานความสำเร็จเดิม

Target กลุ่ม Real Sector ในต่างจังหวัดที่ต้องการ “ที่พึ่งพา” ที่เข้าถึงง่ายและคุยภาษาเดียวกัน

  1. Democrat: The Heritage Re-brand (การฟื้นฟูความคลาสสิก)

ประชาธิปัตย์กำลังเผชิญกับความท้าทายเรื่อง Brand Aging สิ่งที่พวกเขาทำคือการพยายามทำ Brand Revitalization โดยใช้ความน่าเชื่อถือในฐานะ “สถาบัน” มาเป็นจุดขาย แต่มีการ “Repackaging” ใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น เพื่อบอกว่าความปลอดภัยและวินัยคือรากฐานของความยั่งยืน

Target กลุ่มอนุรักษนิยมสายก้าวหน้า (Conservative Progressive) ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบ “ปลอดภัย” ไม่สุดโต่ง

มุมมองนักการตลาด

ศึกครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสู้ด้วย “เม็ดเงิน” แต่เป็นการสู้ด้วย “Market Fit” ใครที่สามารถทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกว่า “แบรนด์นี้เข้าใจชีวิตฉันที่สุด” คนนั้นคือผู้ชนะ เพราะในท้ายที่สุด… ประชาชนไม่ได้เลือกพรรคที่ “ดีที่สุด” แต่เลือกพรรคที่ “ใช่ที่สุด” สำหรับชีวิตพวกเขา

 

พรรค ตำแหน่งในตลาด (Positioning) กลยุทธ์หลัก (Core Strategy) จุดขาย (Unique Selling Point) อารมณ์ของแบรนด์ (Brand Mood)
เพื่อไทย ผู้นำทางเศรษฐกิจ (Market Leader) การบริหารจัดการระดับเมกะโปรเจกต์ ประสบการณ์และการทำได้จริง มั่นใจ, มีประสบการณ์, มืออาชีพ
ภูมิใจไทย ขวัญใจภูมิภาค (Local Defender) นโยบายปากท้องที่ถึงตัว “พูดแล้วทำ” และการเข้าถึงง่าย เป็นกันเอง, จริงใจ, พึ่งพาได้
ประชาชน ผู้ท้าชิง (Challenger) การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Disruption) ความโปร่งใสและอุดมการณ์ใหม่ กล้าหาญ, ขบถ, โปร่งใส
ประชาธิปัตย์ แบรนด์คลาสสิก (Heritage Brand) ความยั่งยืนและสวัสดิการ ความเก๋าของสถาบันและวินัย สุขุม, มีหลักการ, น่าเชื่อถือ

Key Takeaway

Q: ทำไมพรรคการเมืองต้องทำ Branding มากกว่าแค่บอกนโยบาย?
A: เพราะในตลาดที่มีข้อมูลท่วมท้น (Information Overload) ผู้คนจะเลือกจาก “Trust” และ “Identity” ที่แบรนด์สะท้อนออกมา นโยบายคือสิ่งที่ทำ แต่แบรนด์คือ “ตัวตน” ที่ทำให้คนกล้าฝากอนาคตไว้

Q: กลยุทธ์การสื่อสารแบบไหนที่ SME สามารถเรียนรู้ได้จากพรรคใหญ่?A: การหา “Market Fit” ให้เจอเหมือนพรรคภูมิใจไทย (Hyper-local) หรือการสร้าง “Purpose” ให้แข็งแกร่งเหมือนพรรคประชาชน เพื่อเปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็น “Tribe” หรือแฟนพันธุ์แท้

Actionable Steps:

  1. Define Your Archetype: ระบุให้ชัดว่าแบรนด์คุณคือ “ผู้เชี่ยวชาญ” (Pheu Thai) หรือ “ผู้ท้าชิง” (People’s Party) เพื่อคุมโทนการสื่อสาร

  2. Analyze Your Last Mile: ตรวจสอบว่าคุณส่งมอบ “คุณค่า” ถึงมือลูกค้าได้จริงและง่ายพอหรือยัง (CRM Strategy)

  3. Audit Brand Aging: หากแบรนด์เริ่มดูเก่า ต้องรีบทำ Revitalization โดยดึงจุดแข็งเดิมมาเล่าใน Packaging ใหม่ที่ทันสมัยขึ้น