ในโลกของการตลาด การเลือกซื้อสินค้าหนึ่งชิ้นไม่ได้เกิดจากแค่ราคาที่ถูกที่สุด แต่เกิดจาก “ความเชื่อมั่น” ว่าสินค้านั้นจะแก้ปัญหาชีวิตเราได้จริงหรือไม่ การเลือกตั้งครั้งนี้ก็เช่นกัน พรรคการเมืองไม่ได้แข่งกันที่ “นโยบาย” เท่านั้น แต่กำลังแข่งกันว่า “ใครคือแบรนด์ที่ตอบโจทย์ Lifestyle และ Pain Point ของผู้คนได้ตรงจุดที่สุด”
นี่คือบทวิเคราะห์กลยุทธ์ของ 4 ผู้เล่นหลัก ผ่านเลนส์ของ Marketing Specialist
- Pheu Thai: The Practical Masterbrand (เน้น Solution ที่จับต้องได้)
เพื่อไทยกำลังสวมบทบาทเป็น “บรรษัทข้ามชาติรุ่นเก๋า” ที่พยายามบอกว่า “เราคือมืออาชีพ” กลยุทธ์ที่ใช้คือการเปลี่ยนจากแบรนด์ที่เน้นการสงเคราะห์ (Populisim) มาเป็น Solution Provider ที่เน้นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อสร้างผลกำไรให้กับชีวิตประชาชน (Operational Excellence)
Target กลุ่มคนวัยทำงานและผู้ประกอบการที่ “เบื่อความล้มเหลว” และต้องการ “ผลลัพธ์” (Result-oriented)
- People’s Party: The Disruptive Challenger (ขายความเชื่อและอุดมการณ์)
แบรนด์นี้ไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขาย “Purpose” กลยุทธ์คือ Values-based Marketing ซึ่งรุนแรงและยั่งยืนกว่าการขายด้วยตัวเงิน พวกเขาไม่ได้บอกว่าจะซ่อมบ้านให้คุณ แต่บอกว่าจะ “รื้อโครงสร้างบ้านแล้วสร้างใหม่ให้เท่าเทียม”
Target คนรุ่นใหม่และคนเมืองที่มองว่า “ระบบเดิมคือปัญหา” และต้องการเปลี่ยนกติกาใหม่ (Change the Rules)
- Bhumjaithai: The Reliable Local Hero (เน้น Hyper-local และ Loyalty)
ภูมิใจไทยคือแบรนด์ที่ทำ Customer Relationship Management (CRM) ได้ดีเยี่ยม พวกเขาไม่เน้นพูดเรื่องอุดมการณ์ที่จับต้องยาก แต่เน้นนโยบายแบบ “Last Mile Delivery” คือส่งผลประโยชน์ให้ถึงหน้าบ้านทันที กลยุทธ์ “พูดแล้วทำ Plus” คือการทำ Brand Extension จากฐานความสำเร็จเดิม
Target กลุ่ม Real Sector ในต่างจังหวัดที่ต้องการ “ที่พึ่งพา” ที่เข้าถึงง่ายและคุยภาษาเดียวกัน
- Democrat: The Heritage Re-brand (การฟื้นฟูความคลาสสิก)
ประชาธิปัตย์กำลังเผชิญกับความท้าทายเรื่อง Brand Aging สิ่งที่พวกเขาทำคือการพยายามทำ Brand Revitalization โดยใช้ความน่าเชื่อถือในฐานะ “สถาบัน” มาเป็นจุดขาย แต่มีการ “Repackaging” ใหม่ให้ดูทันสมัยขึ้น เพื่อบอกว่าความปลอดภัยและวินัยคือรากฐานของความยั่งยืน
Target กลุ่มอนุรักษนิยมสายก้าวหน้า (Conservative Progressive) ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงแบบ “ปลอดภัย” ไม่สุดโต่ง
มุมมองนักการตลาด
ศึกครั้งนี้ไม่ใช่แค่การสู้ด้วย “เม็ดเงิน” แต่เป็นการสู้ด้วย “Market Fit” ใครที่สามารถทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกว่า “แบรนด์นี้เข้าใจชีวิตฉันที่สุด” คนนั้นคือผู้ชนะ เพราะในท้ายที่สุด… ประชาชนไม่ได้เลือกพรรคที่ “ดีที่สุด” แต่เลือกพรรคที่ “ใช่ที่สุด” สำหรับชีวิตพวกเขา
| พรรค | ตำแหน่งในตลาด (Positioning) | กลยุทธ์หลัก (Core Strategy) | จุดขาย (Unique Selling Point) | อารมณ์ของแบรนด์ (Brand Mood) |
| เพื่อไทย | ผู้นำทางเศรษฐกิจ (Market Leader) | การบริหารจัดการระดับเมกะโปรเจกต์ | ประสบการณ์และการทำได้จริง | มั่นใจ, มีประสบการณ์, มืออาชีพ |
| ภูมิใจไทย | ขวัญใจภูมิภาค (Local Defender) | นโยบายปากท้องที่ถึงตัว | “พูดแล้วทำ” และการเข้าถึงง่าย | เป็นกันเอง, จริงใจ, พึ่งพาได้ |
| ประชาชน | ผู้ท้าชิง (Challenger) | การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Disruption) | ความโปร่งใสและอุดมการณ์ใหม่ | กล้าหาญ, ขบถ, โปร่งใส |
| ประชาธิปัตย์ | แบรนด์คลาสสิก (Heritage Brand) | ความยั่งยืนและสวัสดิการ | ความเก๋าของสถาบันและวินัย | สุขุม, มีหลักการ, น่าเชื่อถือ |
Key Takeaway
Q: ทำไมพรรคการเมืองต้องทำ Branding มากกว่าแค่บอกนโยบาย?
A: เพราะในตลาดที่มีข้อมูลท่วมท้น (Information Overload) ผู้คนจะเลือกจาก “Trust” และ “Identity” ที่แบรนด์สะท้อนออกมา นโยบายคือสิ่งที่ทำ แต่แบรนด์คือ “ตัวตน” ที่ทำให้คนกล้าฝากอนาคตไว้
Q: กลยุทธ์การสื่อสารแบบไหนที่ SME สามารถเรียนรู้ได้จากพรรคใหญ่?A: การหา “Market Fit” ให้เจอเหมือนพรรคภูมิใจไทย (Hyper-local) หรือการสร้าง “Purpose” ให้แข็งแกร่งเหมือนพรรคประชาชน เพื่อเปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็น “Tribe” หรือแฟนพันธุ์แท้
Actionable Steps:
-
Define Your Archetype: ระบุให้ชัดว่าแบรนด์คุณคือ “ผู้เชี่ยวชาญ” (Pheu Thai) หรือ “ผู้ท้าชิง” (People’s Party) เพื่อคุมโทนการสื่อสาร
-
Analyze Your Last Mile: ตรวจสอบว่าคุณส่งมอบ “คุณค่า” ถึงมือลูกค้าได้จริงและง่ายพอหรือยัง (CRM Strategy)
-
Audit Brand Aging: หากแบรนด์เริ่มดูเก่า ต้องรีบทำ Revitalization โดยดึงจุดแข็งเดิมมาเล่าใน Packaging ใหม่ที่ทันสมัยขึ้น