KeepDi ผู้สร้างเศรษฐกิจโทเคน (Tokenomics) ทางการตลาด ที่ผู้ใช้และธุรกิจได้ประโยชน์

Share

เป็นทางรอดสำหรับอุตสาหกรรมประกันภัยที่ยั่งยืน

 

นายกิตตินันท์ อนุพันธ์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอนนี่แวร์ ทู โก ผู้พัฒนาแอพพลิเคชั่น เคลม ดิ (Claim Di) เปิดเผยว่า ธุรกิจประกันภัย ถึงเวลาต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลง  เนื่องจากตลอดระยะเวลา 10 กว่าปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมประกันภัยต้องเผชิญความท้าทายอย่างมาก จนเป็นที่มาของความเสี่ยงของธุรกิจประกันภัยมากมาย ส่งผลให้ที่ผ่านมามีบริษัทด้านประกันภัยขาดทุนและปิดตัวลงหลายราย จะเห็นได้จากปี พ.ศ. 2551 มีบริษัทประกันภัย จำนวน 72 ราย แต่ในปี พ.ศ. 2562 จำนวนบริษัทประกันภัยเหลือเพียง 58 ราย และในปีนี้ บริษัทประกันภัยมีจำนวน 52 ราย

 

จากประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจเคลมดิ มา 22 ปี ทำให้มองเห็นปัญหาของประกันภัยมี 4 เรื่อง คือ

  1. ธุรกิจประกันภัย ปกติมีแนวโน้มยอดขายเติบโตขึ้น 8% – 10% (ก่อนโควิด) แต่ผลประกอบการที่ผ่านมากลับขาดทุน โดยเฉพาะกลุ่มประกันภัยรถยนต์ จากยอดเคลมประกันภัย (Loss Ratio) ที่สูงถึงประมาณ 66% ตั้งแต่ปี 2562 ก่อนโควิด ขณะที่ขณะในช่วง พ.ศ. 2555 เป็นต้นมาอยู่ที่ ประมาณ 60%เท่านั้น) เทียบยอดเคลมประกันภัยรถยนต์ทั่วโลกเฉลี่ยอยู่เพียง 50% ไม่เกิน 55%
  2. ข้อมูลบุคคล จากการประกาศใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Personal Data Protection Act) หรือ กฎหมายPDPA จะทำให้การดึงข้อมูลมาใช้งานเป็นไปได้ยากขึ้น เพราะต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของข้อมูล ความแม่นยำลดลง ส่งผลกระทบต่อธุรกิจ
  3. แนวโน้มเรื่อง InsurTech  คือการใช้เทคโนโลยีมาพัฒนาธุรกิจประกันภัย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการและอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้า
  4. เทรนด์ WEB 0 อินเทอร์เน็ตในยุคที่ผสานรวมหลายเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน

 

“บริษัทประกันภัยจะดำเนินธุรกิจแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะได้รับผลประทบจนอยู่ต่อไม่ได้ ดูจาก ปี พ.ศ. 2555 ยอดขาย 100,000 ล้านบาท แต่มียอดเคลม 70,000 ล้านบาท ปี พ.ศ. 2562 ยอดขาย 140,000 บาท แต่ยอดเคลม 100,000 ล้านบาท ทั้งอุตสาหกรรมขาดทุน 2,500 ล้านในปีก่อนเกิดโควิด ในขณะที่ลูกค้าที่ประวัติไม่ดี ก็ชอบเคลมก่อนที่จะย้ายประกัน บริษัทประกันก็ต้องหาลูกค้าใหม่ ทำให้ต้องจ่ายค่าคอมมิชชั่นสูงขึ้น จากปัจจุบันที่กฎหมายกำหนดจ่าย 18% ตอนนี้จ่ายกันอยู่ที่ 25% ทำให้บริษัทคงเหลือ 9% ในการใช้บริหารจัดการธุรกิจ”

 

เคลมดิ ในฐานะแพลตฟอร์มด้านการบริการในวงการประกันภัย จึงพัฒนาระบบนิเวศน์ในการต่อยอดธุรกิจเพื่อก้าวไปสู่ Inclusive Growth ด้วยการสร้างแพลตฟอร์ม KeepDi ขึ้น เป็นแพลตฟอร์มบริการบูโรกลางด้านข้อมูลของระบบนิเวศประกันภัยในรูปของ National Insurance Bureau (NIB)  เพื่อเข้ามาตอบโจทย์ความท้าทายในธุรกิจประกันภัย บนเทคโนโลยีบล็อกเชนรายแรกของโลก ด้วยข้อมูลเชิงลึกมือหนึ่ง (First-party data) ทำให้องค์กรได้ข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ มั่นใจได้ว่า มีการขออนุญาตจากเจ้าของข้อมูลอย่างถูกต้องตามหลัก PDPA แล้ว มีแหล่งที่มาชัดเจน โดยเก็บรักษาข้อมูลผู้ใช้งานไว้ใน NFT (Non-fungible Token) ได้ถูกระเบียบ ให้ความปลอดภัยสูง แลกกับการรับ KeepDi Token

 

Keep Di จะเป็นเครื่องมือทางการตลาดในยุคดิจิทัล เพื่อช่วยให้ธุรกิจประกันภัยสามารถลดต้นทุน และความผิดพลาดในการวางแผนธุรกิจได้ดีที่สุด จากข้อมูลที่จริง แม่นยำ จากผู้ใช้แพลตฟอร์มโดยตรง ในขณะที่ผู้ใช้ที่ให้ข้อมูลก็จะได้ KeepDi Token เพื่อใช้ในการแลกเปลี่ยนบริการหรือรับสิทธิประโยชน์จากคู่ค้ามากกว่า 200 ราย ที่เป็นพันธมิตรกับแพลตฟอร์มของ KeepDi

 

“ในอนาคตอันใกล้ ค่าประกันภัยรถยนต์จะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการขับรถ  ข้อมูลและพฤติกรรมลูกค้าจะเป็นข้อมูลที่มีค่า ไม่ใช่เฉพาะในธุรกิจประกันภัยเท่านั้น แพลตฟอร์ม KeepDi จะส่งมอบประโยชน์ให้แก่ผู้ใช้งานในลักษณะของเครื่องมือทางการตลาดที่ให้ประสิทธิภาพสูง และทำให้ระบบนิเวศน์เติบโตแบบยั่งยืน”

 

สำหรับ KeepDi Token จำนวนทั้งสิ้น 1,000 ล้านเหรียญ แบ่งเป็น  2 ส่วน คือ 80% หรือ 800 ล้านเหรียญ สำหรับ 1.Development 20% 2.Company reserve 26% 3.Founding team 4% 4.Ecosystem 20% 5.Business Partner 10% โดยไม่สามารถนำมาซื้อขายบนกระดานได้ แต่ใช้แลกเปลี่ยนบริการหรือรับสิทธิประโยชน์จากบริษัทพันธมิตรของ KeepDi รวมทั้งขายคืนให้กับ KeepDi ได้ ส่วน KeepDi Token ที่เหลืออีก20% หรือ 200 ล้านเหรียญ จะถูกแบ่งเป็น Public Investor 100 ล้านเหรียญ Private Investor 100 ล้านเหรียญ สามารถซื้อขายบนกระดานได้ เหมือนการเทรดคริปโตเคอเรนซี่