ธีรพร ตอกย้ำผู้นำศัลยกรรมใบหน้า โชว์ความสำเร็จการใช้ FAT STEM CELL พร้อมนำเทรนด์ศัลยกรรมยุคใหม่ “ปลอดภัย- เป็นธรรมชาติ” ไม่ต้องเจ็บตัวซ้ำ

Share

ธีรพร ผู้นำด้านนวัตกรรมศัลยกรรมตกแต่งใบหน้าระดับพรีเมี่ยม ชูความสำเร็จการพัฒนาเทคนิคนำสเต็มเซลล์จากไขมัน (Fat Stem Cell) สามารถแก้ไขปัญหาจมูกซิลิโคนทะลุได้ภายในวันเดียว จุดเด่น“ปลอดภัย-อ่อนนุ่มเป็นธรรมชาติและอยู่ได้นาน” มั่นใจเทคนิค“ธีรพร”แข็งแกร่ง พร้อมเป็นผู้นำ

นพ.ชลธิศ สินรัชตานันท์ ผู้ก่อตั้ง“ธีรพร” สถาบันศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ซึ่งให้บริการความงามมากว่า 40 ปี คิดค้นพัฒนาเทคนิคการทำศัลยกรรมเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่ดีที่สุดแก่ผู้ใช้บริการ ภายใต้แนวคิด Less is more กล่าวถึงที่มาของการพัฒนาเทคนิคการนำสเต็มเซลล์จากไขมัน (Fat Stem Cell) มาใช้ว่า “ผมสนใจเรื่องการนำไขมันมาใช้ในการเสริมจมูก แก้ไขปัญหาจมูกทะลุ ตั้งแต่ปี 2536 เนื่องจากพบว่ามีปํญหาเรื่องซิลิโคนทะลุจำนวนมาก จึงพยายามหาวิธีแก้ไข โดยใน ช่วงแรกพบว่าไขมันที่นำไปใส่บางครั้งละลาย แต่บางครั้งไม่ละลาย ผมยังไม่เข้าใจถึงสาเหตุ จนได้อ่านงานวิจัยของ นพ.มิตชูโน ฮิโรชิ หัวข้อ 10 ปีในการศึกษาวิจัย สเต็มเซลล์ที่ได้จากไขมันสำหรับการซ่อมแซมเนื้อเยื่อและการสร้างเซลล์ใหม่ จึงเป็นที่มาของการร่วมมือพัฒนาวิธีการสกัดเอาสเต็มเซลล์จากไขมันในร่างกาย มาใช้ในการรักษาและเสริมความงามบนใบหน้าได้แก่ จมูก คาง ปาก ใต้ตา หน้าผาก และส่วนอื่นๆ ที่ธีรพรให้บริการอยู่ในปัจจุบัน

สำหรับ นพ.มิตชูโน ฮิโรชิ (MIZUNO Hiroshi) ปัจจุบันเป็น หัวหน้าแผนกศัลยกรรมตกแต่ง มหาวิทยาลัยจูเท็นโด ประเทศญี่ปุ่น ผู้วิจัยค้นพบสเต็มเซลล์จากไขมันเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2543 ในโอกาสที่เดินทางมาบรรยายให้ความรู้กับทีมแพทย์ของธีรพร เขาได้กล่าวถึงข้อดีและที่มาในการวิจัยสเต็มเซลล์จากไขมันว่า เริ่มจากที่เห็นว่าในอเมริกามีการดูดไขมันส่วนเกินจำนวนมากและนำไปทิ้ง จึงคิดหาวิธีนำมาใช้ประโยชน์ และเริ่มทำวิจัยจนพบว่าในไขมันมีส่วนที่เรียกว่า “สเต็มเซลล์” เมื่อนำไปใช้รักษาแผลผ่าตัดสามารถช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลฟื้นฟูตามธรรมชาติได้ผลเป็นอย่างดี หลังจากวิจัยและทดลองมา 10 ปี จนได้ผลเป็นที่น่าพอใจจึงได้เผยแพร่งานวิจัย

หมอชลธิศ กล่าวต่อว่า การนำสเต็มเซลล์จากไขมันมาใช้ปัจจุบัน ช่วยเพิ่มโอกาสสำเร็จสูง ได้ผลตามเป้าหมายที่ต้องการ และไม่พบปัญหาหลังทำหรือในระยะยาวตามมา ซึ่งเราเป็นผู้นำความสำเร็จในการทำศัลยกรรมตกแต่งความงามบนใบหน้า โดยเฉพาะการแก้ปัญหาซิลิโคนทะลุด้วยสเต็มเซลล์จากไขมัน เราเริ่มต้นมานานกว่า 30 ปีแล้ว

“เนื่องจากซิลิโคนเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย เมื่อนำมาเสริมจมูกอยู่นานๆ อาจเกิดปัญหาตามมาเช่น ผนังจมูกบางทำให้จมูกเป็นสันเหลี่ยมดูไม่สวยงามเหมือนตอนทำใหม่ๆ ต้องกลับมาแก้ไข หรือบางรายเกิดการอักเสบ เป็นต้น ซึ่งทางเราก็รับเคสแก้ไขเหล่านี้ ด้วยการใช้สเต็มเซลล์จากไขมันของตัวคนไข้เองมาใช้เสริมจมูกแทนให้ อย่างเคสแรกที่เราใช้สเต็มเซลล์ในการเสริมจมูก ปัจจุบันผ่านมาหลายสิบปีก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างไร จมูกยังคงดูสวยเป็นธรรมชาติ เหมือนตอนทำใหม่ๆ”

การใช้สเต็มเซลล์จากไขมัน สามารถใช้ได้กับคนทุกวัย โดยขั้นตอนจะนำไขมันจากบริเวณหน้าท้องซึ่งมีปริมาณสเต็มเซลล์มากที่สุดแล้วนำมาสกัด สเต็มเซลล์ที่ได้จะมีลักษณะเป็นก้อนที่มีความอยู่ตัวอ่อนนุ่ม เมื่อเสริมเข้าไปจึงให้จมูกดูโด่งสวยอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เป็นสันเป็นแท่งเหมือนการใช้ซิลิโคนอย่างเดียว คนที่เสริมจมูกเพียงเล็กน้อยสามารถใช้สเต็มเซลล์จากไขมันได้เลย บางรายอาจต้องการเสริมให้โด่งเราจะใช้ซิลิโคนแบบอ่อนนุ่มร่วมกับสเต็มเซลล์จะทำให้ได้ผลดี ทั้งนี้โดยไม่มีปัญหาเรื่องผนังจมูกบางหรือซิลิโคนทะลุ เพราะสเต็มเซลล์ที่ใส่เข้าไปจะฟื้นฟูตัวเอง ทำให้จมูกคงรูปได้อย่างสวยงาม อ่อนนุ่ม ดูเป็นธรรมชาติ และไม่ต้องกังวลหรือการกระแทกทำให้เสียรูปอีกเลย

ปัจจุบันธีรพรได้พัฒนาเทคนิคในการช่วยทำให้สเต็มเซลล์จากไขมันคงตัวได้นานขึ้น มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดีกว่าเดิม โดยร่วมมือกับทาง นพ.มิตชูโน ในการเชิญมาบรรยายให้ความรู้กับทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและร่วมกันพัฒนาเพื่อเป็นผู้นำด้านสเต็มเซลล์จากไขมันในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง

“การใช้สเต็มเซลลจากไขมัน จะเป็นอนาคตของการศัลยกรรมสมัยใหม่ จากเดิมที่เราใช้ซิลิโคนหรือวัสดุอื่นมาใส่เพื่อเสริมเติมเต็มให้ใบหน้าของเราดูสวยงาม แต่สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นก็ยังเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย ในขณะที่สเต็มเซลล์จากไขมันคือส่วนหนึ่งของร่างกายของเรา แต่สามารถเอามาเสริมความงามได้อย่างหลากหลาย ทั้งเสริมจมูก คาง หน้าผาก และ หน้าอกก็สามารถใช้สเต็มเซลล์มาเสริม ให้มีลักษณะสวยงามดูเป็นธรรมชาติได้ แม้กระทั่งคนที่มีปัญหาจากการทำศัลยกรรมแบบเก่าก็สามารถแก้ไขให้ดีกว่าเดิมได้ด้วยการใช้สเต็มเซลล์นี้ ผมจึงมั่นใจว่าการใช้เทคโนโลยีสเต็มเซลล์จากไขมันมาใช้ในการทำศัลยกรรมจะกลายเป็นเทรนด์การทำศัลยกรรมของประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน และเราจะเป็นผู้นำเทรนด์เสริมความงามในด้านนี้ต่อไป” หมอชลธิศ กล่าวด้วยความภูมิใจ