ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความเร็ว เรามักให้ความสำคัญกับความแรงของสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรือความอัจฉริยะของระบบปัญญาประดิษฐ์ แต่มีหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ทำงานอยู่เบื้องหลังเงียบๆ ทว่าหากขาดไป ระบบเศรษฐกิจทั้งหมดอาจหยุดชะงักลงได้ทันที สิ่งนั้นคือ “การสอบเทียบเวลา” หรือ Time Synchronization
ล่าสุด บริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ได้ประกาศรุกตลาดโซลูชันด้านการซิงโครไนซ์เวลาอย่างเต็มตัว โดยมุ่งเน้นไปที่กลุ่มอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์อย่างการบิน พลังงาน และโทรคมนาคม ซึ่งการขยับตัวครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการขายอุปกรณ์เทคโนโลยีทั่วไป แต่คือการวางรากฐาน “ความเชื่อมั่น” ให้กับโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติผ่านความแม่นยำระดับนาโนวินาที
วิกฤตการณ์ “เวลาเคลื่อน” บทเรียนราคาแพงจากระดับโลก
คำถามที่คนทั่วไปอาจสงสัยคือ ทำไมเราต้องใส่ใจกับความแม่นยำระดับหนึ่งในพันล้านส่วนของวินาที (Nanosecond) ในเมื่อนาฬิกาบนข้อมือเราคลาดเคลื่อนไปไม่กี่วินาทีก็แทบไม่มีผลต่อชีวิตประจำวัน แต่ในโลกของระบบดิจิทัลที่เชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายขนาดใหญ่ ความคลาดเคลื่อนเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างความเสียหายมหาศาล
หากย้อนมองเหตุการณ์ในต่างประเทศ เช่น กรณีความผันผวนอย่างรุนแรงของตลาดหุ้นที่เรียกว่า Flash Crash หรือปัญหาการสื่อสารในระบบรางและสายการบิน หลายครั้งมีสาเหตุมาจากการที่คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในระบบ “เห็นเวลาไม่ตรงกัน” ส่งผลให้การบันทึกธุรกรรมและการจัดลำดับคำสั่งผิดเพี้ยนไปหมด ข้อมูลระบุว่าหากสัญญาณดาวเทียมนำทาง (GNSS) ที่ทำหน้าที่บอกเวลาหลักเกิดขัดข้อง สหรัฐอเมริกาอาจเผชิญความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.3 พันล้านดอลลาร์ต่อวัน ในขณะที่สหราชอาณาจักรอาจสูญเสียกว่า 7.6 พันล้านปอนด์ต่อสัปดาห์
นี่คือช่องว่างที่ นายอิชิโร คุริฮาระ ประธานบริษัท เอ็นอีซี คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด มองเห็นและต้องการเข้ามาอุดรอยรั่วด้วยเทคโนโลยีที่ให้ความแม่นยำสูงกว่าระบบทั่วไป เพื่อลดการพึ่งพาสัญญาณดาวเทียมเพียงอย่างเดียวซึ่งเสี่ยงต่อการถูกรบกวน
3 เสาหลักที่ขับเคลื่อนด้วยความแม่นยำระดับนาโนวินาที
วิสัยทัศน์ของ NEC ในครั้งนี้มุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมที่ความผิดพลาดเท่ากับศูนย์ (Zero Tolerance) โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
ประการแรกคือ อุตสาหกรรมการบินและการขนส่งมวลชน ในไทยเราเห็นผลงานของ NEC ผ่านระบบ Master Clock ในเครือข่ายรถไฟฟ้า ซึ่งทำหน้าที่กระจายเวลาไปยังระบบอาณัติสัญญาณ ข้อมูลผู้โดยสาร และระบบความปลอดภัยทั้งหมด เพื่อให้รถไฟฟ้าทุกลำนิ่งและทุกสถานีทำงานสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์ เช่นเดียวกับในสนามบินพาณิชย์ที่ความแม่นยำของเวลาคือหัวใจหลักของการควบคุมจราจรทางอากาศ
ประการต่อมาคือ ภาคพลังงานและสมาร์ทกริด (Smart Grid) การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดทำให้โครงข่ายไฟฟ้ามีความซับซ้อนขึ้น การจ่ายไฟจากหลายแหล่งเข้าสู่ระบบต้องมีการซิงโครไนซ์เวลาที่แม่นยำเพื่อรักษาเสถียรภาพของแรงดันไฟฟ้า หากเวลาคลาดเคลื่อน ระบบอาจมองว่าเป็นความผิดปกติและสั่งตัดการทำงานจนเกิดไฟดับเป็นวงกว้างได้
ประการสุดท้ายคือ โทรคมนาคมยุค 5G เสาสัญญาณแต่ละต้นเปรียบเสมือนนักดนตรีในวงออร์เคสตราที่ต้องบรรเลงให้ตรงจังหวะเป๊ะ การส่งข้อมูลความเร็วสูงต้องอาศัยการแบ่งเวลา (Time Slot) ที่ละเอียดอ่อนมาก หากเวลาของแต่ละเสาไม่ตรงกัน ประสิทธิภาพในการรับส่งข้อมูลจะลดลงทันที หรือสายอาจหลุดในขณะเคลื่อนที่
ไทยในฐานะศูนย์กลางเทคโนโลยีเวลาแห่งอาเซียน
สิ่งที่น่าจับตามองคือบทบาทของ NEC ประเทศไทย ที่ไม่ได้วางตัวเป็นเพียงผู้จำหน่ายในประเทศ แต่กำลังยกระดับขึ้นเป็น “ศูนย์กลางระดับภูมิภาค” (Regional Hub) ในการสนับสนุนลูกค้ากลุ่มโทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานในประเทศเพื่อนบ้าน ความร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง ADTRAN ผสานกับความเข้าใจในบริบทการทำงานของลูกค้าในพื้นที่ ทำให้ NEC สามารถออกแบบโซลูชันที่ยืดหยุ่นและขยายตัวได้ตามความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรม
บทสรุปของการรุกตลาดในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า “เวลา” ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนหน้าปัดนาฬิกาอีกต่อไป แต่คือทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญต่อความมั่นคงทางดิจิทัล การที่ NEC นำเสนอความแม่นยำระดับนาโนวินาที จึงเป็นการยืนยันว่าประเทศไทยและภูมิภาคนี้กำลังก้าวเข้าสู่ยุคที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลจะมีความทนทาน เสถียร และพร้อมรองรับนวัตกรรมขั้นสูงในอนาคตอย่างแท้จริง