โนเกีย ผู้นำด้านนวัตกรรมและโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายระดับโลก ประกาศความพร้อมในการพาประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก้าวเข้าสู่ยุคปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มตัว ภายในงาน “Wavelengths APAC” ซึ่งจัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร โดยชูไฮไลต์นวัตกรรม Optical Networking (โครงสร้างพื้นฐานการรับส่งข้อมูลความเร็วสูงด้วยแสง) และโซลูชันเครือข่ายยุคใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อรองรับสถาปัตยกรรม AI โดยเฉพาะ
ภายในงาน ผู้บริหารระดับสูงของโนเกียได้ร่วมสะท้อนวิสัยทัศน์เกี่ยวกับความท้าทายใหม่ในยุค AI ซึ่งเครือข่ายออปติกจำเป็นต้องพัฒนาให้มีความยืดหยุ่นสูง (Scalability) มีระบบความปลอดภัยที่หนาแน่น และประหยัดพลังงาน เพื่อรองรับการขยายตัวแบบก้าวกระโดดของปริมาณข้อมูลในศูนย์ข้อมูลระดับยักษ์ใหญ่ (Hyperscale Data Centers) และระบบคลาวด์ พร้อมเน้นย้ำว่าเครือข่ายยุคใหม่กำลังกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของภูมิภาคนี้
นายวีโต ดิ มารีอา (Vito Di Maria) รองประธานฝ่าย Optical Networks ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของโนเกีย กล่าวเปิดงานพบปะสื่อมวลชนโดยยืนยันถึงความมุ่งมั่นของโนเกียในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของยุคดิจิทัลของประเทศไทย ผ่านการลงทุนอย่างต่อเนื่องและการพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายขั้นสูง
ขณะที่ นายคริสเตียน อูเรโมวิช (Christian Uremovic) ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่าย Solution Marketing ของโนเกีย ได้บรรยายในหัวข้อ “โอกาสสำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคมในยุค AI” โดยชี้ให้เห็นว่า การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทั่วโลก กำลังผลักดันความต้องการโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อความจุสูง และทำให้เกิดความร่วมมือที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างผู้ให้บริการโทรคมนาคม ผู้ให้บริการศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Hyperscalers) และผู้ให้บริการระบบคลาวด์ เพื่อสร้างเครือข่ายความจุสูงที่เชื่อมต่อแอปพลิเคชันและผู้ใช้งานได้อย่างไร้รอยต่อ
ด้าน นายรอน จอห์นสัน (Ron Johnson) รองประธานและผู้จัดการทั่วไป ฝ่าย Optical Networks ของโนเกีย ได้เจาะลึกถึงปรากฏการณ์ในหัวข้อ “เครือข่ายออปติก พลังขับเคลื่อนยุคการเติบโตครั้งใหญ่ของ AI” (Optical Networks: Powering the AI Supercycle) โดยระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมกำลังเผชิญความท้าทายจากความต้องการแบนด์วิดท์ที่พุ่งสูงขึ้นจนชนเพดานความจุของไฟเบอร์ รวมถึงปัญหาการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น โดยโนเกียได้ส่งนวัตกรรมล่าสุดอย่าง ICE7 และ PSE-6s เข้ามาแก้โจทย์นี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการขยายโครงข่าย ยกรดับประสิทธิภาพ และประหยัดพลังงานในเวลาเดียวกัน
นอกจากนี้ โนเกียยังได้เปิดโซนจัดแสดงและสาธิตเทคโนโลยี (Guided Demo Tour) เพื่อโชว์ศักยภาพของระบบอัตโนมัติและเครือข่ายออปติกสำหรับศูนย์ข้อมูลยุคใหม่ โดยมีไฮไลต์สำคัญ 3 ส่วน ได้แก่:
-
โครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายแบบครบวงจร (End-to-End Network Infrastructure) การสาธิตศักยภาพของโซลูชันเครือข่ายที่ช่วยเชื่อมต่อผู้ใช้งานและภาคธุรกิจ ครอบคลุมตั้งแต่ระดับที่อยู่อาศัย, เครือข่ายมือถือ (Mobile Backhaul), องค์กรธุรกิจ ไปจนถึงเครือข่ายระดับเมือง ระยะไกล และเคเบิลใต้น้ำ
-
ยกระดับการเชื่อมต่อระหว่างศูนย์ข้อมูลสู่ระดับ Hyperscale นำเสนอโซลูชัน Data Center Interconnect (DCI) รุ่นใหม่ ที่ผสานระบบ Optical Line System (OLS) ย่านความถี่ C+L, เทคโนโลยี Coherent Routing และโมดูล 800G Coherent Pluggables เข้ากับเราเตอร์ของโนเกีย ช่วยเพิ่มความจุเครือข่ายอย่างยืดหยุ่นและลดความซับซ้อนในการทำงาน
-
สำรวจเทคโนโลยีออปติกผ่านประสบการณ์ AR การเปิดประสบการณ์ผ่านเทคโนโลยีโลกเสมือน (Augmented Reality) เพื่อสาธิตการทำงานของ ICE-X 800G ZR/ZR+ Pluggable และ OLS/RD66 C+L ROADM พร้อมโชว์แนวคิดนวัตกรรมเทคโนโลยี ICE-D ที่ช่วยลดการใช้พลังงานของอุปกรณ์เชื่อมต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“ในขณะที่การนำเทคโนโลยี AI ไปใช้งานกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในทุกภาคอุตสาหกรรม ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถขยายขีดความสามารถได้ และใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีความสำคัญมากกว่าที่เคย งาน Wavelengths APAC เป็นเวทีที่โนเกียนำลูกค้า พันธมิตร และผู้นำในอุตสาหกรรมมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของนวัตกรรมด้านเครือข่ายออปติกในการปลดล็อกศักยภาพของยุค AI พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านในยุคดิจิทัลของประเทศไทยและภูมิภาคในวงกว้าง” นายวีโต ดิ มารีอา กล่าวสรุป