ลืมภาพการติดต่อราชการที่ต้องหอบเอกสารเป็นตั้งๆ หรือความยุ่งยากในการยืนยันตัวตนซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปได้เลย เพราะประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค “Digital Trust” หรือระบบนิเวศแห่งความเชื่อมั่นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ในงานประชุมนานาชาติครั้งสำคัญ “Digital Trust Thailand 2026 – ดิจิทัลไทย มาตรฐานโลก” ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) ณ โรงแรม Grande Centre Point Prestige Bangkok โดยได้รับการตอบรับจากผู้เชี่ยวชาญทั้งไทยและต่างประเทศกว่า 300 คน ร่วมกันประกาศทิศทางใหม่ที่จะเปลี่ยนผ่านบริการดิจิทัลไทยให้ปลอดภัย เชื่อถือได้ และไร้รอยต่อในระดับสากล
ภายในงานได้รับเกียรติจาก นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มาร่วมเปิดงานพร้อมมอบนโยบายการขับเคลื่อนประเทศ โดยเน้นย้ำว่าโลกยุคปัจจุบันไม่มีพื้นที่ให้ความล่าช้า และความน่าเชื่อถือในระบบดิจิทัลคือหัวใจสำคัญสูงสุดที่จะชี้ชะตาความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีการค้าโลก โดย นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย ได้กล่าวเปิดงานและมอบวิสัยทัศน์ไว้อย่างน่าสนใจว่า “งาน Digital Trust Thailand 2026 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่สะท้อนความพร้อมของประเทศไทย ในการก้าวสู่รัฐบาลดิจิทัล และเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ โดยหัวใจสำคัญคือ การสร้าง ความเชื่อมั่นทางดิจิทัล หรือ Digital Trust ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ไม่ต่างจากระบบไฟฟ้าหรือ เครือข่ายอินเทอร์เน็ต เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถทำธุรกรรมออนไลน์ได้อย่างมั่นใจ ปลอดภัย และไร้รอยต่อ”
“รัฐบาลภายใต้การขับเคลื่อนของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม มีทิศทางชัดเจนในการพัฒนา Digital ID หรือระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ให้ก้าวขึ้นเป็น National Trust Services สอดคล้องกับกรอบการพัฒนา Digital ID Framework ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2568–2570) ที่มุ่งขยายผลจากการวางรากฐานไปสู่การใช้งานจริงในวงกว้าง ครอบคลุมทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก ขณะเดียวกัน ยังมุ่งผลักดันแนวคิด “ONE ID” หรือข้อมูลดิจิทัลรายบุคคลที่เชื่อมโยงฐานข้อมูลจากทุกหน่วยงานรัฐเข้าด้วยกัน เพื่อให้การดูแลและให้บริการประชาชนเป็นไปอย่างตรงจุดและทั่วถึง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างบริการภาครัฐที่ไร้รอยต่อ ลดภาระเอกสาร ลดการเดินทางติดต่อราชการ และเพิ่มความสะดวกให้ประชาชนผ่านระบบ Single Sign-On ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล”
กางสถิติสุดปัง ดิจิทัลไทยไม่ใช่อนาคต แต่คือ “ปัจจุบัน”
ความก้าวหน้าอย่างเป็นรูปธรรมของไทยได้รับการพิสูจน์ผ่านดัชนีตัวเลขที่เติบโตแบบก้าวกระโดด จากรายงานล่าสุด (ข้อมูล ณ เดือนเมษายน 2569) ประเทศไทยมีการเชื่อมต่อระบบ Digital ID เข้ากับบริการ e-Service ของภาครัฐแล้วอย่างกว้างขวางถึง กว่า 1,797 บริการ ครอบคลุมบริการสำคัญ เช่น การเสียภาษี การย้ายทะเบียนบ้าน และการตรวจสอบสิทธิการรักษาพยาบาล
การวางรากฐานนี้ส่งผลให้ปัจจุบันไทยมียอดบัญชีผู้ใช้งานสะสมผ่านบริการหลัก (Thai ID, ทางรัฐ, หมอพร้อม, เป๋าตัง และ NDID) รวมมากกว่า 162.63 ล้านบัญชี สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมของประชาชนในการก้าวเข้าสู่โลกดิจิทัล และความต้องการระบบยืนยันตัวตนที่ตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิตที่หลากหลาย
เจาะลึกพิมพ์เขียว “Digital ID 2.0” ทลายทุกข้อจำกัดเดิม
เพื่อต่อยอดความสำเร็จ กระทรวงดีอี และ ETDA ได้เร่งสปีดขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สู่การเป็น “Digital ID 2.0” ซึ่งในเฟสนี้จะเน้นการทลายข้อจำกัดทางเทคโนโลยีและลดความเหลื่อมล้ำ โดยมี 3 ไฮไลท์สำคัญคือ:
-
ขยายกลุ่มเป้าหมายอย่างเท่าเทียม (Inclusivity) ไม่หยุดอยู่แค่บุคคลทั่วไป แต่ปรับระบบให้รองรับการพิสูจน์และยืนยันตัวตนสำหรับกลุ่ม “นิติบุคคล คนต่างด้าว และกลุ่มเปราะบาง” เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงบริการออนไลน์ของภาครัฐได้อย่างสะดวกและเท่าเทียม
-
บูรณาการโลกธุรกิจด้วย IDSP สำหรับภาคเอกชน เร่งส่งเสริมการทำธุรกรรมผ่าน Integrated Document Signing Platform หรือ IDSP ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มลงนามเอกสารอิเล็กทรอนิกส์บูรณาการ รองรับการจัดทำ e-Contract และการลงนามแทนนิติบุคคลให้มีความน่าเชื่อถือ ปลอดภัย และมีผลตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์
-
Digital Document Wallet & Verifiable Credentials เดินหน้าขับเคลื่อนระบบกระเป๋าเก็บเอกสารดิจิทัลส่วนบุคคล และ e-Signature เพื่อให้ประชาชนจัดเก็บเอกสารราชการสำคัญไว้ในมือถือได้อย่างปลอดภัย สามารถตรวจสอบความแท้จริงได้ง่าย และเลือกเปิดเผยข้อมูลเฉพาะเท่าที่จำเป็นเพื่อความปลอดภัยขั้นสูงสุด
ระดมสมององค์กรโลก ปูทางสู่การทำธุรกรรมไร้พรมแดน
นอกจากความร่วมมือในประเทศแล้ว งานครั้งนี้ยังดึงเอาองค์กรยักษ์ใหญ่ระดับโลกมาร่วมเปิดพิมพ์เขียวเทคโนโลยีความปลอดภัยยุคถัดไป (Next-Gen Tech) ไม่ว่าจะเป็น World Bank, FIDO Alliance, Thales Thailand และ SecureMetric Technology เพื่ออัปเดตเทรนด์ล้ำหน้า อาทิ Passkeys (การยืนยันตัวตนออนไลน์ตามมาตรฐานสากลที่ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน), แพลตฟอร์ม Decentralized Ecosystem, การผสาน AI เข้ากับระบบความเชื่อมั่นดิจิทัล ไปจนถึงเทคโนโลยี Post-Quantum Cryptography เพื่อเตรียมระบบเข้ารหัสลับรองรับและป้องกันภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต
ทางด้าน ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้อำนวยการ ETDA ได้ระบุในเซสชันพิเศษว่า ทิศทางและเทคโนโลยีทั้งหมดนี้จะถูกนำมาขับเคลื่อนเป็น Roadmap หลัก เพื่อปูทางให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยพร้อมเชื่อมโยงสู่บริการข้ามพรมแดน (Cross-border Digital ID) ในระดับภูมิภาคอาเซียนและระดับสากลได้อย่างเต็มภาคภูมิ
พร้อมกันนี้ ภายในงาน รมช. แนน ยังได้ร่วมมอบรางวัลให้แก่คนรุ่นใหม่และนักพัฒนาจากกิจกรรม ETDA Boot Camp 2026 ที่ร่วมกันปั้นโซลูชันด้าน Digital ID และ Digital Document Wallet เพื่อนำไปต่อยอดใช้งานจริงในอนาคต นับเป็นการปิดฉากงานอย่างคึกคักและสะท้อนภาพความร่วมมือแบบไร้รอยต่อระหว่างรัฐ เอกชน และคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง